Digital Economy
Tech Knowledge

ส่องเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2026–2035 ไทยจะเป็น “ผู้สร้าง” หรือแค่ “ผู้ใช้” เทคโนโลยี?

Published : February 19, 2026Time : 3 min read
technology creators-vs-technology consumers

ในอีก 10 ปีข้างหน้า โลกดิจิทัลจะไม่ใช่เพียง “ส่วนเสริม” ของเศรษฐกิจ แต่จะกลายเป็น “กระดูกสันหลัง” หลักของประเทศไทย คำถามสำคัญคือ เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติด้าน  Cloud, AI  และ  Hyperscaler ต่างเร่งเข้ามาลงทุนตั้ง Data Center ในไทย ประเทศเราจะก้าวขึ้นเป็น DC Hub แห่งใหม่ของอาเซียนได้จริงไหม หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงผู้ให้เช่าพื้นที่ ขายไฟ และขายแรงงานเท่านั้น?

คำถามที่ต้องขบคิดอย่างลึกซึ้งคือ ไม่ใช่เพียง “ใครมาลงทุน?” แต่คือ “ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อย่างไรในระยะยาว?”

Data Center จำนวนมาก แต่ทำไมเศรษฐกิจดิจิทัลไทยยังไม่แข็งแรง ?

การเปิดประเทศให้บริษัทข้ามชาติมาสร้าง Data Center เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หากไม่มี Ecosystem รองรับและต่อยอด ประเทศไทยจะได้เพียง

  • ค่าเช่าที่ดิน: รายได้แบบ Passive จากสินทรัพย์ที่ไม่งอกเงย มีเพดานจำกัด และไม่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่

  • ค่าไฟ: รายได้จากการขายทรัพยากรพื้นฐาน ที่มีกำไรต่ำและต้นทุนสูง หากบริหารจัดการไม่ดีอาจกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและราคาค่าไฟของคนในประเทศโดยรวม

  • งานก่อสร้าง: การจ้างงานระยะสั้นที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในช่วงเริ่มต้น เมื่อโครงการเสร็จสิ้นเม็ดเงินจ้างงานจะหายไป ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานที่ยั่งยืน

  • งาน Operation ระดับพื้นฐาน: งานดูแลระบบกายภาพ เบื่องต้น ที่ไม่ได้เป็นการสืบทอดองค์ความรู้ หรือทักษะขั้นสูง

ขณะที่คุณค่าที่แท้จริงอย่าง

  • IP (ทรัพย์สินทางปัญญา): สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์เทคโนโลยีที่เป็นตัวทำเงินมหาศาล ซึ่งรายได้จะไหลกลับไปหาบริษัทแม่ในต่างประเทศทุกครั้งที่มีการใช้งาน

  • Software Stack: รากฐานซอฟต์แวร์และเครื่องมือพัฒนาที่ไทยต้องพึ่งพา หากเราไม่มีของตัวเอง ทุกธุรกิจไทยจะมีต้นทุนคงที่ที่ต้องจ่ายให้ต่างชาติตลอดไปและถูกผูกขาด (Vendor Lock-in) อย่างเลี่ยงไม่ได้

  • AI Model: "มันสมองส่วนกลาง" ที่เป็นหัวใจของโลกอนาคต หากเราเป็นเจ้าของแค่ตึกแต่ไม่ใช่โมเดล เราต้องจ่ายเงินซื้อความฉลาดจากต่างชาติมาใช้พัฒนาประเทศตนเองในราคาสูงอยู่เสมอ

  • Platform Economics: ระบบนิเวศดิจิทัลที่เจ้าของมีอำนาจตั้งกฎและหักค่าหัวคิวจากทุกธุรกรรม ทำให้เม็ดเงินจากเศรษฐกิจในประเทศถูกสูบออกไปสู่บริษัทข้ามชาติผ่านส่วนแบ่งแพลตฟอร์ม

  • Data Ownership: อำนาจในการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลพฤติกรรมคนไทยเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ยังคงอยู่ในมือบริษัทต่างชาติ นี่คือความเสี่ยงของการตกเป็น Digital Colony ที่ประเทศสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติในทุกมิติการใช้ชีวิต จนกลายเป็นอาณานิคมที่ถูกสูบทรัพยากรผ่าน "ค่าบริการดิจิทัล" แทนการยึดครองดินแดน

4 เสาหลักของ Digital Economy ที่แท้จริง ไทยขาดอะไรอยู่ ?

ถ้าไทยต้องการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนในช่วงปี 2026–2035 จำเป็นต้องวางรากฐาน 4 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่

1. Infrastructure Sovereignty

กับดักความสำเร็จ: Data Center มากมาย แต่ใครคือเจ้าของเทคโนโลยี?

การที่ Tech Giant เข้ามาลงทุนเปิด Data Center หรือ Cloud Region ในไทย ถือเป็นเรื่องดีในแง่เม็ดเงินการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องยอมรับว่า “Data Center ไม่ใช่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนทั้งหมด” หากเรายังต้องจ่ายค่า License และพึ่งพา Proprietary Software จากต่างชาติ เม็ดเงินก็จะไหลกลับออกนอกประเทศ

ไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ต้องขยับจาก User (ผู้ใช้) ไปสู่ Provider (ผู้ให้บริการ) ในระดับที่ลึกขึ้น ไม่ใช่แค่ขายไฟหรือพื้นที่ แต่ต้องสร้าง Software Stack ของเราเอง โดยโครงสร้างพื้นฐานต้องอยู่ในประเทศ และควบคุมได้เอง ครอบคลุมถึง Cloud Platform ระดับชาติ, Government Cloud, Sovereign AI และ National Data Lake

โครงสร้างทั้งหมดต้องออกแบบบนหลัก Open Architecture และ Multi‑Cloud เป็น Default ของระบบ

2. Open Source First Strategy

หากไทยยังใช้ proprietary stack เป็นหลัก เราจะไม่มีวันหลุดจาก vendor lock‑in ได้ หากต้องการยืนหยัดด้วยตนเองเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว เราต้องกล้าพูดเรื่อง “การลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ” และกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมีกลยุทธ์ที่ควรศึกษาและปรับใช้จากโมเดลระดับโลก เช่น

  • ตัวอย่างจากยุโรป (Gaia-X): เน้นเรื่องมาตรฐานกลางและการควบคุมข้อมูล (Data Sovereignty) เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การผูกขาดของคลาวด์เพียงไม่กี่ราย

  • ตัวอย่างจากจีน: การสร้าง Ecosystem ของตัวเอง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงแอปพลิเคชัน

  • ตัวอย่างจากเวียดนาม: การเน้นสร้างคน (Developer) จำนวนมหาศาลและการสนับสนุนให้ใช้ Local Cloud

Open source (เช่น OpenStack, Ceph, OpenSDN) ไม่ใช่แค่ของฟรี แต่คือ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ที่เปิดโอกาสให้ Startup ไทย, System Integrator ไทย และนักพัฒนาไทย ได้สร้าง Value บน Stack เดียวกัน คำถามที่ว่า "เน้น Open Source จะไปได้ไหม?" คำตอบคือ "นี่คือทางรอดเดียว"

  • สร้างคน: เมื่อเราใช้ Open Source คนไทยจะเก่งขึ้น เพราะได้เรียนรู้จากการแกะโค้ด เข้าใจโครงสร้าง ลงมือแก้ไข และต่อยอดด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่รอกดปุ่มซื้อ License 

  • ลดต้นทุน: ไม่ต้องติดกับดัก Vendor Lock‑in ลดค่า License และค่าบริการระยะยาว

  • ความมั่นคง: สามารถปรับแต่งระบบให้สอดคล้องกับมาตรการความปลอดภัย และมาตรฐานของประเทศ ควบคุมโค้ด ข้อมูล และโครงสร้างได้เอง

3. Human Capital > Hardware Investment

วันนี้เราลงทุน server เป็นแสนล้าน แต่ลงทุน “คน” ยังอยู่แค่หลักพัน หากไม่เร่งสร้างกำลังคนด้านเทคโนโลยี เช่น Cloud Engineer, DevOps Engineer, Site Reliability Engineer, Cybersecurity หรือ AI engineer แล้ว Data Center จะเป็นเพียงตึกว่างที่รัน workload ของต่างชาติ

ประเทศไทยต้องสร้าง Digital Workforce ระดับประเทศ ตั้งแต่ มหาวิทยาลัย, Vocational, Reskill คนทำงาน และ Industry-Academia Partnership

4. Thai Digital Champions

เรายังไม่มี “Digital Giant” ของตัวเอง คำถามคือ เมื่อไหร่ประเทศไทยจะได้เห็น Digital Champions ของชาติจริงๆ เรายังไม่มี AWS แบบไทย ไม่มี Alibaba แบบไทย และไม่มี Tencent แบบไทย สิ่งที่ภาครัฐควรลงมือทำ ได้แก่

  • เปิด sandbox สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

  • เปิด procurement ปลดล็อคการจัดซื้อจัดจ้างโครงการภาครัฐ ให้โอกาสผู้ประกอบการไทยก่อน

  • สนับสนุน startup deep-tech ทุ่มเงินทุนวิจัยให้ธุรกิจที่สร้างเทคโนโลยีขั้นสูงที่ลอกเลียนยาก

  • ใช้ local cloud / local platform เป็น default

หากไม่สร้าง demand ในประเทศ บริษัทเทคโนโลยีไทยจะไม่มีวันเติบโต และเราจะยังคงเป็นเพียง “ผู้ใช้เทคโนโลยีของคนอื่น” ต่อไป

ตัวอย่างประเทศที่สร้าง Digital Economy สำเร็จ ไทยควรศึกษาใครบ้าง ?

  • 🇪🇺 ยุโรป: เด่นด้าน Regulation และ Digital Sovereignty แต่ขับเคลื่อนช้า

  • 🇨🇳 จีน: รัฐนำชัด สร้าง Ecosystem ครบ แต่ปิดจำกัดการแข่งขันและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี

  • 🇻🇳 เวียดนาม: น่าสนใจที่สุด เพราะเปิดรับต่างชาติ แต่บังคับ Technology Transfer  และมี National Digital Strategy ชัด  ใช้ Local Cloud ในภาครัฐ และสร้าง Tech Workforce รวดเร็ว

ไทยควรดูเวียดนามเป็น Case Study มากกว่า Silicon Valley  เพราะเป็นแนวทางที่ใกล้เคียง จับต้องได้ และพิสูจน์แล้วว่าสามารถขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคดิจิทัลได้จริง

อะไรจะเป็นตัวเร่งให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด ?

ผมเชื่อว่ามี 5 ตัวเร่งสำคัญ ได้แก่

  1. Sovereign Cloud Policy ที่จะป้องกันการถูกแทรกแซงหรือปิดกั้นจากต่างชาติ

  2. Open-Source National Stack สร้างโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบ Open-Source เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถนำไปต่อยอดได้

  3. Digital Talent at Scale การเร่งผลิตบุคลากรไอทีให้เพียงพอกับตลาด

  4. Local-first procurement นโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้อง เลือกซื้อเทคโนโลยีจากบริษัทไทยก่อน เป็นอันดับแรก

  5. AI + Data Governance Framework การวางกฎกติกาและ มาตรฐานการกำกับดูแล AI และข้อมูล ที่ชัดเจน

ถ้าทำครบ: ประเทศไทยมีโอกาส “ข้ามขั้น” (Leapfrog) สู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ถ้าไม่ทำ: เราจะเป็นเพียง Consumer Economy ในโลก AI

10 ปีจากนี้ ไทยจะเป็นผู้สร้าง หรือผู้ใช้ใน Digital Economy โลก

ปี 2026–2035 คือทศวรรษที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกระหว่างการเป็น “ผู้บริโภคที่ทันสมัย” หรือ “ผู้สร้างที่มั่งคั่ง” เพราะ Digital Economy ไม่ได้เกิดจาก Data Center แต่เกิดจาก คน, Platform, Policy และ Open Technology โดยการใช้ Open Source และการสร้าง Digital Sovereignty ที่เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้คนไทยยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิบนเวทีโลกในยุค AI นี้ แต่ถ้าทำได้ไม่ดีตั้งแต่ตอนนี้ โอกาสครั้งใหม่อาจจะต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 30 ปี

NIPA Cloud ยินดีให้คำปรึกษาแก่ทุกองค์กร
AUTHOR
Author
Dr. Abhisak Chulya
CEO & Founder

Protecting Digital Sovereignty for Thailand by empowering Thai Businesses with Sovereign Cloud Solutions.