- Blog
- Tech Knowledge
Cloud คืออะไร? มีกี่แบบ แล้ว iCloud ที่เราใช้ทุกวันคือ Cloud แบบไหนกันแน่?
Cloud คืออะไร? มีกี่แบบ แล้ว iCloud ที่เราใช้ทุกวันคือ Cloud แบบไหนกันแน่?
By Nipa C. (Nipa Cloud)
Published : November 2, 2026
Time : 8 min read


เคยสงสัยไหมว่า Cloud ที่หลายคนพูดถึง แท้จริงแล้วคืออะไร และ iCloud ที่เราใช้กันทุกวันจัดเป็น Cloud ประเภทไหน?
"Cloud คืออะไร?" บางคนอาจตอบว่า "ก็ Google Drive หรือ iCloud ที่ใช้เก็บรูปและไฟล์" ซึ่งคำตอบนี้ไม่ผิด แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะบริการฝากรูปและไฟล์เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของ Cloud เท่านั้น ยังมีบริการ Cloud อีกหลายรูปแบบที่เราใช้งานอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่การดูซีรีส์ การสั่งอาหาร ไปจนถึงแอปธนาคารบนมือถือ
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่า Cloud คืออะไร แบ่งออกเป็นกี่รูปแบบ มีประโยชน์อย่างไร และ iCloud ที่เราใช้อัปโหลดรูปและไฟล์กันอยู่ทุกวันนั้น แท้จริงแล้วเป็นบริการ Cloud แบบไหน ไปดูกันเลย
Cloud คืออะไร ทำไมจึงเรียกว่า "เมฆ"?
Cloud คือการเช่าใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเซิร์ฟเวอร์ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล ฐานข้อมูล ระบบเครือข่าย และซอฟต์แวร์ โดยไม่ต้องซื้อเครื่องมาติดตั้งและดูแลเอง และชำระค่าบริการตามการใช้งานจริง (Pay-as-you-go)
เปรียบได้กับการใช้ไฟฟ้า เราไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าไว้ที่บ้าน เพียงเสียบปลั๊กก็ใช้งานได้ และจ่ายตามจำนวนหน่วยที่ใช้ Cloud ก็เช่นกัน องค์กรไม่ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์หรือเตรียมห้องเซิร์ฟเวอร์เอง เพียงสร้างเครื่องผ่านเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น
แล้วทำไมจึงเรียกว่า "เมฆ"? เพราะวิศวกรนิยมวาดอินเทอร์เน็ตเป็นรูปก้อนเมฆในแผนผังระบบเครือข่าย แต่ในความจริง ข้อมูลของเราถูกเก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์จริงภายใน Data Center ของผู้ให้บริการ และเข้าถึงได้จากทุกที่ผ่านอินเทอร์เน็ต
ลักษณะสำคัญ 5 ประการของ Cloud
- ใช้งานได้ทันที (On-demand Self-service): สร้างเครื่องเพิ่มได้เอง ไม่ต้องรออนุมัติหรือรอจัดส่งอุปกรณ์
- เข้าถึงได้จากทุกที่ (Broad Network Access): ใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ที่มีอินเทอร์เน็ต
- ใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Resource Pooling): ผู้ให้บริการจัดสรรทรัพยากรจากกองกลางให้ลูกค้าหลายราย
- ขยายหรือลดได้ตามต้องการ (Rapid Elasticity): เพิ่มทรัพยากรในช่วงที่มีผู้ใช้งานมาก และลดลงเมื่อใช้งานน้อย
- คิดค่าบริการตามจริง (Measured Service): ระบบวัดปริมาณการใช้งานและคิดค่าบริการเหมือนมิเตอร์ไฟฟ้า
Cloud แบ่งออกเป็นแบบไหนได้บ้าง?
Cloud แบ่งได้ 2 รูปแบบหลัก คือ แบ่งตามรูปแบบการติดตั้ง (Public, Private และ Hybrid Cloud) และ แบ่งตามรูปแบบการให้บริการ (IaaS, PaaS และ SaaS)
แบ่งตามรูปแบบการติดตั้ง: Public, Private และ Hybrid Cloud
- Public Cloud เปรียบเหมือนการเช่าคอนโดมิเนียม: ผู้ให้บริการเป็นเจ้าของอาคาร (เซิร์ฟเวอร์และ Data Center) และแบ่งพื้นที่ให้ผู้เช่าหลายราย ทุกรายใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน แต่ข้อมูลของแต่ละรายแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ข้อดีคือเริ่มใช้งานได้ทันที ไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ ชำระตามการใช้งาน และขยายระบบได้ง่าย ตัวอย่างเช่น Nipa Cloud Space, AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud
- Private Cloud เปรียบเหมือนบ้านเดี่ยวของเราเอง: เป็นระบบ Cloud ที่สร้างขึ้นสำหรับองค์กรเดียว อาจติดตั้งภายในองค์กรเอง หรือให้ผู้ให้บริการจัดเตรียมเซิร์ฟเวอร์ที่แยกไว้ให้องค์กรนั้นใช้งานเพียงรายเดียว องค์กรควบคุมระบบได้เต็มที่และมีความเป็นส่วนตัวสูง จึงเหมาะกับธนาคาร โรงพยาบาล หรือหน่วยงานภาครัฐที่มีข้อมูลอ่อนไหวและมีกฎระเบียบเข้มงวด แต่มีต้นทุนสูงกว่าและต้องใช้บุคลากรดูแลมากกว่า
- Hybrid Cloud เปรียบเหมือนมีบ้านของตัวเอง แต่ช่วงญาติมาเยอะก็เช่าโรงแรมเพิ่ม: เป็นการผสมผสาน Private และ Public Cloud เข้าด้วยกัน โดยเก็บข้อมูลสำคัญไว้ฝั่ง Private และใช้ฝั่ง Public กับงานที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ที่มีผู้เข้าชมจำนวนมากในช่วงแคมเปญ 11.11 แนวคิดนี้เรียกว่า "Own the base, rent the spike" คือเป็นเจ้าของระบบหลัก และเช่าทรัพยากรเพิ่มเฉพาะช่วงที่มีความต้องการการใช้งานสูง
| หัวข้อ | Public Cloud | Private Cloud | Hybrid Cloud |
|---|---|---|---|
| เปรียบเหมือน | เช่าคอนโดมิเนียม | บ้านเดี่ยวของเราเอง | มีบ้านของตัวเอง + เช่าโรงแรมช่วงญาติมาเยอะ |
| ใช้ร่วมกับใคร | หลายองค์กรใช้ร่วมกัน แต่ข้อมูลแยกกัน | องค์กรเดียว ทรัพยากรเฉพาะ | ฝั่ง Private ใช้องค์กรเดียว ฝั่ง Public ใช้ร่วมกัน |
| เงินลงทุนเริ่มต้น | ต่ำ ชำระตามการใช้งาน | สูง จากราคาของฮาร์ดแวร์ | ปานกลาง เพราะใช้ฮาร์ดแวร์น้อยกว่าแบบ Private Cloud |
| การขยายระบบและการดูแล | ขยายได้ง่ายในไม่กี่นาที จากการที่ผู้ให้บริการมีทรัพยากรรองรับอยู่แล้ว | ขยายระบบได้ช้าและใช้งบสูง เพราะต้องจัดซื้อและติดตั้งเครื่องเพิ่มเอง พร้อมต้องมีทีมดูแลระบบ | ขยายไป Public ในช่วงที่มีความต้องการการใช้งานสูง แต่ดูแลซับซ้อนที่สุด เพราะต้องเชื่อมต่อสองฝั่ง |
| ความปลอดภัย | ต้องพึ่งพาการ Implement ระบบ Security จากผู้ให้บริการ | ปลอดภัยสูงที่สุด เนื่องจากระบบอยู่ภายใต้ Firewall ขององค์กรเอง | สูง เลือกได้ว่าข้อมูลส่วนไหนเก็บไว้ฝั่ง Private และส่วนไหนใช้งานบน Public โดยเชื่อมต่อทั้งสองฝั่งอย่างปลอดภัยผ่าน VPN Site-to-Site |
| เหมาะกับ | Startup, SME, เว็บไซต์และแอปทั่วไป, ระบบที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง | ธนาคาร โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ ที่มีข้อมูลอ่อนไหว | องค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องปกป้องข้อมูลสำคัญ และต้องรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากในบางช่วงเวลา |
แบ่งตามรูปแบบการให้บริการ: IaaS, PaaS และ SaaS
ความแตกต่างของ IaaS, PaaS และ SaaS คือขอบเขตที่ผู้ให้บริการดูแลให้ ยิ่งผู้ให้บริการดูแลมากเท่าไหร่ ผู้ใช้ก็ยิ่งสะดวกมากขึ้น แต่จะปรับแต่งระบบเองได้น้อยลง
- IaaS (Infrastructure as a Service) เช่าโครงสร้างพื้นฐาน: ผู้ใช้เช่า Virtual Machine พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และระบบเครือข่าย จากนั้นติดตั้ง OS โปรแกรม และดูแลระบบเองทั้งหมด รูปแบบนี้มีความยืดหยุ่นสูงที่สุด แต่ต้องอาศัยความรู้ด้านไอทีพอสมควร จึงเหมาะกับทีม IT หรือ DevOps ตัวอย่างเช่น Nipa Cloud Space, Amazon EC2, Google Compute Engine และ Azure Virtual Machines
- PaaS (Platform as a Service) เช่าแพลตฟอร์มพร้อมใช้: ผู้ให้บริการเตรียม OS, Runtime, ฐานข้อมูล และเครื่องมือต่าง ๆ ไว้ให้พร้อม นักพัฒนาเพียงนำโค้ดขึ้นระบบ ก็ใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการอัปเดตระบบหรือแพตช์ความปลอดภัย ตัวอย่างเช่น SQL Database และ Load Balancer ของ Nipa, Google App Engine, Heroku และ AWS Elastic Beanstalk
- SaaS (Software as a Service) ใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป: เปิดเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันแล้วใช้งานได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งหรือดูแลระบบใด ๆ เนื่องจากผู้ให้บริการจัดการให้ทั้งหมด เป็นรูปแบบ Cloud ที่คนทั่วไปใช้งานมากที่สุด ตัวอย่างเช่น NipaMail, Gmail, Google Drive, iCloud, Microsoft 365, Canva, Zoom และ Netflix
อ่านเพิ่มเติม: ไขข้อข้องใจ SaaS, PaaS, IaaS คืออะไร และแตกต่างกันยังไง?

สรุปแล้ว iCloud คือ Cloud แบบไหนกันนะ?
iCloud คือบริการแบบ SaaS ด้านการจัดเก็บข้อมูล ที่ให้บริการบน Public Cloud ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายรูปแบบของ Cloud เท่านั้น ที่น่าสนใจคือ บริการ SaaS หลายตัวก็พัฒนาอยู่บน IaaS และ PaaS อีกชั้นหนึ่ง
Cloud มีข้อดีอะไร? ต่างจากการตั้งเซิร์ฟเวอร์เองอย่างไร?
การตั้งเซิร์ฟเวอร์เองภายในองค์กร (On-premise) ต้องลงทุนซื้อเครื่อง จัดเตรียมห้องควบคุมอุณหภูมิ ระบบไฟสำรอง และบุคลากรดูแล ซึ่งใช้ทั้งงบประมาณและเวลา Cloud จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หลายด้าน
- ไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ในวันที่ฮาร์ดแวร์ราคาสูง: ความต้องการเซิร์ฟเวอร์สำหรับเทรนและรัน AI ทั่วโลก ทำให้ราคาฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะ RAM และ SSD ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การซื้อเครื่องเองในช่วงนี้จึงต้องใช้งบมากกว่าเดิม ขณะที่ Cloud เริ่มต้นใช้งานได้ทันที และชำระตามการใช้งานจริง (Pay-as-you-go)
- ขยายหรือลดระบบได้ในไม่กี่นาที: เพิ่มทรัพยากรได้ทันทีเมื่อมีผู้ใช้งานจำนวนมาก และลดลงเมื่อผ่านช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูง
- เริ่มต้นใช้งานได้รวดเร็ว และเลือกสเปกได้พอดีกับงาน: สร้างเครื่องเสร็จภายในไม่กี่นาที ไม่ต้องรอสั่งซื้อและติดตั้งอุปกรณ์นานหลายสัปดาห์ อีกทั้งเลือกสเปกได้ตามการใช้งานจริง ทำให้ไม่เสียเงินกับเครื่องที่ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
- ข้อมูลปลอดภัยและมีระบบสำรอง: ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และมี Data Center หลายแห่งสำหรับสำรองข้อมูล
- ไม่ต้องดูแลฮาร์ดแวร์เอง: องค์กรสามารถมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจได้อย่างเต็มที่
อ่านเพิ่มเติม: Dedicated vs Cloud Compute Instance เช่า Server แบบไหนตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่?
Nipa Cloud มีบริการ Cloud แบบไหนบ้าง?
เมื่อเข้าใจ Cloud ทั้ง 2 รูปแบบแล้ว ลองมาดูตัวอย่างการให้บริการจริง Nipa Cloud เป็น Local Cloud Provider สัญชาติไทย ที่จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ในประเทศไทยและอยู่ภายใต้กฎหมายไทย พร้อมมีบริการครอบคลุมทั้ง 2 รูปแบบที่กล่าวมา
ตามรูปแบบการติดตั้ง: มีครบทั้ง Public Cloud, Private Cloud และ Hybrid Cloud
| บริการ | จุดเด่นของบริการ | รูปแบบค่าใช้จ่าย | ตัวอย่างการใช้งาน |
|---|---|---|---|
| Nipa Cloud Space (NCS) — Public Cloud | สร้างเครื่องได้เองผ่าน NCS Portal มีหลาย Availability Zone ในไทย และไม่มีค่า Bandwidth ในประเทศ | เช่าใช้ จ่ายตามการใช้งานจริง | เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ระบบทดสอบ และระบบสำรอง (DR) |
| Nipa Cloud Enterprise (NCE) — Private Cloud | เซิร์ฟเวอร์แยกเฉพาะองค์กร รองรับทั้งแอปยุคใหม่และระบบเดิม (Legacy) | ลงทุนแบบเป็นเจ้าของระบบ | ระบบหลักขององค์กรที่ต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง |
| Nipa Cloud Hybrid (NCH) — Hybrid Cloud | เชื่อม Private และ Public เข้าด้วยกันผ่าน MPLS หรือ VPN องค์กรควบคุมระบบได้มากที่สุด | ลงทุนเฉพาะระบบหลัก และเช่าเพิ่มในช่วงพีก | องค์กรที่มีระบบหลักภายใน และต้องรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากในบางช่วงเวลา |
ตามรูปแบบการให้บริการ: มีครบทั้ง IaaS, PaaS และ SaaS
จากรูปแบบการให้บริการที่กล่าวไปข้างต้น Nipa Cloud มีบริการครบทั้ง 3 รูปแบบ โดย IaaS และ PaaS ให้บริการบน Nipa Cloud Space
- IaaS (เช่าโครงสร้างพื้นฐาน): เช่น Compute Instance, VPC Networking (เครือข่ายส่วนตัว), Security Group และ Object Storage (S3) สำหรับจัดเก็บไฟล์ปริมาณมาก
- PaaS (แพลตฟอร์มพร้อมใช้): ได้แก่ Load Balancer, Database as a Service (DBaaS) และ Managed Kubernetes โดยไม่ต้องติดตั้งหรือดูแลระบบเบื้องหลังเอง
- SaaS (ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป): ได้แก่ NipaMail บริการส่ง Email และ SMS Marketing สำหรับสื่อสารกับลูกค้า ใช้งานผ่านเว็บได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งหรือดูแลระบบเอง
เลือกใช้ Nipa Cloud ให้เหมาะกับธุรกิจ
นอกจากบริการที่ครบทุกรูปแบบ Nipa Cloud ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ธุรกิจแต่ละกลุ่ม ดังนี้
- Startup และ SME: เริ่มต้นได้ทันทีกับ Nipa Cloud Space ชำระตามการใช้งานจริง ประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ด้วย Pricing Calculator และไม่มีค่า Bandwidth ภายในประเทศ จึงไม่มีค่า Data Transfer แฝงแบบที่ Global Cloud ส่วนใหญ่เรียกเก็บ
- องค์กรขนาดใหญ่และธุรกิจที่มีข้อมูลสำคัญ: เลือกใช้ Nipa Cloud Enterprise หรือ Nipa Cloud Hybrid เพื่อควบคุมระบบได้เต็มที่ พร้อมอธิปไตยทางข้อมูลอย่างแท้จริง (Sovereign Cloud) เพราะ Nipa Cloud เป็นบริษัทไทย ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในประเทศไทยภายใต้กฎหมายไทยและสอดคล้องกับ PDPA ต่างจากผู้ให้บริการที่มีบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งแม้มี Data Center ในไทย ก็ยังอาจอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศต้นทาง เช่น CLOUD Act ของสหรัฐฯ
- System Integrator: บริหารโปรเจกต์ของลูกค้าหลายรายในบัญชีเดียวด้วยฟีเจอร์ Co-working Projects สร้างและจัดการทรัพยากรผ่าน NCS Portal ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิด Ticket รอ และสั่งงานอัตโนมัติผ่าน Cloud Automation API รองรับ Infrastructure as Code และ DevOps
- ธุรกิจที่ต้องการระบบสำรอง: ใช้ Nipa Cloud Space เป็นระบบ Disaster Recovery ด้วย SLA 99.95% สำหรับ Compute และ Network และมาตรฐาน ISO/IEC 27001และ CSA STAR เช่น บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) (AUCT) ที่มีผู้ใช้งานระบบประมูลออนไลน์พร้อมกันจำนวนมาก เลือกใช้ NCS เป็นระบบสำรองเพื่อให้บริการต่อได้ทันทีเมื่อระบบหลักมีปัญหา Nipa Cloud มีบริการครบทั้ง Public, Private และ Hybrid Cloud รวมถึง IaaS, PaaS และ SaaS ไม่ว่าจะเป็น Startup ที่อยากเริ่มต้นด้วยงบไม่มาก องค์กรที่ต้องการควบคุมข้อมูลสำคัญ หรือ SI ที่ดูแลระบบให้ลูกค้าหลายราย ก็เลือกบริการที่เหมาะกับงานได้ พร้อมทีมวิศวกรคนไทยคอยให้คำปรึกษาเป็นภาษาไทย ตั้งแต่วางแผนจนถึงย้ายระบบ ช่วยให้ธุรกิจเริ่มต้นใช้ Cloud ได้อย่างมั่นใจ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cloud
Q: Cloud กับ Google Drive หรือ iCloud ต่างกันอย่างไร?
A: Google Drive และ iCloud เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Cloud คือบริการแบบ SaaS บน Public Cloud แต่ Cloud ยังมีบริการอีกหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเช่าเซิร์ฟเวอร์ (IaaS) ไปจนถึงแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา (PaaS)
Q: การจัดเก็บข้อมูลบน Cloud ปลอดภัยหรือไม่?
A: ผู้ให้บริการ Cloud ส่วนใหญ่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เช่น ISO/IEC 27001 และมีระบบสำรองข้อมูลหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ผู้ใช้ยังต้องดูแลรหัสผ่านและสิทธิ์การเข้าถึงของตนเองด้วย
Q: ใช้ Cloud แพงกว่าการตั้งเซิร์ฟเวอร์เองหรือไม่?
A: สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ Cloud ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าในช่วงเริ่มต้น เพราะไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่และชำระตามการใช้งานจริง แต่หากขาดการวางแผน เช่น เปิดเครื่องทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งาน ค่าใช้จ่ายอาจสูงเกินความจำเป็น จึงควรประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและติดตามการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ
Q: Local Cloud ต่างจาก Global Cloud อย่างไร?
A: Local Cloud คือผู้ให้บริการสัญชาติไทยที่มี Data Center อยู่ในประเทศ ข้อมูลจึงอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและสอดคล้องกับ PDPA โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกฎหมายของประเทศอื่น อีกทั้งระบบตอบสนองได้รวดเร็วเพราะอยู่ใกล้ผู้ใช้ และติดต่อทีมซัพพอร์ตเป็นภาษาไทยได้ ส่วน Global Cloud เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีบริการเฉพาะทางให้เลือกหลากหลายกว่า
Q: หากต้องการทดลองใช้ Nipa Cloud ต้องเริ่มต้นอย่างไร?
A: สามารถสมัครทดลองใช้ฟรีได้ที่เว็บไซต์ Nipa Cloud ประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าด้วย Pricing Calculator หรือติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำว่าบริการแบบใดเหมาะกับธุรกิจของคุณ