- Blog
- Tech Knowledge
Load Balancer คืออะไร? ตัวช่วยจัดการและกระจาย Traffic ให้ระบบเซิร์ฟเวอร์
Load Balancer คืออะไร? ตัวช่วยจัดการและกระจาย Traffic ให้ระบบเซิร์ฟเวอร์
By Nipa C. (Nipa Cloud)
Published : August 11, 2022
Time : 5 min read


ช่วง Flash Sale การเปิดจองสินค้า การลงทะเบียน Event หรือการกดบัตร Concert ที่มีผู้ใช้งานเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก ล้วนทำให้ Traffic และ Request เพิ่มขึ้นในเวลาอันสั้น หากระบบส่งคำขอทั้งหมดไปยังเซิร์ฟเวอร์เพียงเครื่องเดียว อาจทำให้เซิร์ฟเวอร์รับภาระงานหนักจนตอบสนองช้าลง หรือไม่พร้อมให้บริการได้
การเพิ่มเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องช่วยเพิ่มทรัพยากรให้ระบบ แต่ยังมีอีกคำถามสำคัญว่า “แล้วระบบจะรู้ได้อย่างไรว่าควรส่ง Request ไปที่เซิร์ฟเวอร์เครื่องไหน?”
บทความนี้ Nipa Cloud จะพาไปทำความรู้จักกับ Load Balancer ตัวช่วยสำคัญในการจัดการและกระจาย Traffic ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่เหมาะสม พร้อมดูว่าระบบนี้ทำงานอย่างไรและเหมาะกับการใช้งานแบบไหน
Load Balancer คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ
Load Balancer คือ ระบบที่ทำหน้าที่รับและกระจาย Traffic หรือ Request ไปยังเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด ช่วยลดภาระงานที่กระจุกอยู่บนเซิร์ฟเวอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งมากเกินไป หากเซิร์ฟเวอร์บางเครื่องไม่พร้อมให้บริการ Load Balancer สามารถส่ง Traffic ไปยังเครื่องอื่นที่พร้อมทำงานแทนได้ จึงช่วยเพิ่มความพร้อมใช้งาน (High Availability) และลดโอกาสเกิดคอขวดจากการรับภาระงานที่ไม่สมดุล
นอกจากนี้ Load Balancer ยังมีบทบาทสำคัญในการรองรับการขยายระบบในแนวนอน (Horizontal Scaling หรือ Scale Out) ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่สูงขึ้น โดย Load Balancer จะช่วยกระจาย Traffic ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่เพิ่มเข้ามาในกลุ่ม ทำให้หลายเครื่องแบ่งเบาภาระงานร่วมกัน และช่วยให้ระบบรองรับ Request ได้มากขึ้นตามทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น
Load Balancer ทำงานอย่างไร?

Load Balancer ทำหน้าที่เป็นจุดรับ Traffic ก่อนส่งต่อไปยังกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง หรือ Backend Server โดยมีการทำงานหลักดังนี้
1. รับคำขอจากผู้ใช้งาน: เมื่อผู้ใช้งานเข้าเว็บไซต์หรือเรียกใช้ Application คำขอจะเข้ามาที่ Load Balancer ตาม Protocol ที่ระบบรองรับ เช่น HTTP/HTTPS หรือ TCP
2. เลือกเซิร์ฟเวอร์ที่พร้อมให้บริการ: Load Balancer ใช้ผลการตรวจสอบสถานะหรือ Health Check ซึ่งทำเป็นระยะ เพื่อพิจารณาว่าเซิร์ฟเวอร์ใดพร้อมรับงาน หากเครื่องใดไม่ผ่านเงื่อนไข ระบบจะหยุดส่งคำขอใหม่ไปยังเครื่องนั้น
3. กระจายคำขอตามเงื่อนไขที่กำหนด: Load Balancer เลือกปลายทางตามกฎการ Routing และวิธีกระจายโหลด เพื่อแบ่งภาระงานให้เซิร์ฟเวอร์ในกลุ่ม
4. ส่งคำขอไปประมวลผล: เซิร์ฟเวอร์ปลายทางรับคำขอและประมวลผล ก่อนส่งผลลัพธ์กลับไปยังผู้ใช้งาน โดยเส้นทางการตอบกลับขึ้นอยู่กับรูปแบบของ Load Balancer และการตั้งค่าระบบ
ตัวอย่างวิธีกระจายโหลดที่พบได้บ่อย ได้แก่
- Round Robin: ส่งคำขอไปยังเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องตามลำดับ
- Least Connections: เลือกเซิร์ฟเวอร์ที่มีการเชื่อมต่อที่กำลังใช้งานน้อยที่สุด
- Source IP Hash: ใช้ IP Address ของผู้ใช้งานในการคำนวณเลือกเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง
อีกทั้ง หากเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องมีทรัพยากรไม่เท่ากัน สามารถกำหนดน้ำหนัก (Weight) ผ่านวิธี Weighted Round Robin หรือ Weighted Least Connections เพื่อให้การกระจายภาระงานคำนึงถึงความสามารถของแต่ละเครื่อง เช่น กำหนดให้เครื่องที่มีทรัพยากรมากกว่ารับภาระงานในสัดส่วนที่สูงกว่า
ประเภทของ Load Balancer
Load Balancer สามารถแบ่งได้หลายเกณฑ์ หากพิจารณาตามระดับการทำงาน รูปแบบที่พบได้บ่อย ได้แก่
- Application Load Balancing (Layer 7): ทำงานในระดับ Application Layer เหมาะกับ Traffic อย่าง HTTP/HTTPS โดยใช้ข้อมูลภายใน Request เช่น URL, HTTP Header หรือ Cookie เพื่อกำหนดเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง
- Network Load Balancing (Layer 4): ทำงานในระดับ Transport Layer โดยใช้ข้อมูลระดับการเชื่อมต่อ เช่น IP Address, Port และ Protocol อย่าง TCP หรือ UDP ในการกระจาย Traffic
Layer 4 และ Layer 7 เป็นระดับการทำงานใน OSI Model ซึ่งแบ่งหน้าที่ของการสื่อสารบนเครือข่ายออกเป็นหลายชั้น เมื่อนำมาอธิบายการทำงานของ Load Balancer จะช่วยให้เห็นว่าแต่ละแบบพิจารณาข้อมูลได้ละเอียดแค่ไหน โดย Layer 4 ดูข้อมูลระดับการเชื่อมต่อ ส่วน Layer 7 สามารถดูรายละเอียดภายใน Request ได้มากกว่า
สำหรับระบบบนคลาวด์ที่ให้บริการจากหลาย Region ผู้ให้บริการมักมี Global Load Balancing เพื่อกระจาย Traffic ระหว่างแต่ละ Region โดยเลือกปลายทางตามเงื่อนไข เช่น ความพร้อมใช้งาน ตำแหน่งของผู้ใช้งาน หรือ Latency และสามารถใช้งานร่วมกับ Load Balancer ภายในแต่ละ Region ได้
Load Balancer ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง
การเพิ่ม Load Balancer ไม่ได้ทำให้เซิร์ฟเวอร์มีทรัพยากรเพิ่มขึ้นโดยตรง แต่ช่วยให้เซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องทำงานร่วมกันและรองรับ Traffic ได้เหมาะสมมากขึ้น โดยมีบทบาทสำคัญใน 3 ด้าน ดังนี้
- รองรับ Traffic ที่เพิ่มขึ้นด้วยการ Scale Out: ตัวอย่างเช่น ก่อนเริ่มแคมเปญ Flash Sale ทีมดูแลระบบสามารถเพิ่ม Backend Server ที่พร้อมให้บริการเข้าไปในกลุ่ม แล้วให้ Load Balancer กระจายคำขอไปยังเครื่องเหล่านั้น เพื่อแบ่งเบาภาระจากเซิร์ฟเวอร์เดิม ทั้งนี้ Application ต้องออกแบบให้ทำงานร่วมกันได้หลายเครื่อง และส่วนอื่นของระบบ เช่น Database ต้องรองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นด้วย
- ลดการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์เพียงเครื่องเดียว: หาก Backend Server บางเครื่องไม่พร้อมให้บริการ Load Balancer สามารถตรวจสอบสถานะผ่าน Health Check แล้วหยุดส่งคำขอใหม่ไปยังเครื่องดังกล่าว พร้อมเลือกเครื่องอื่นที่ยังทำงานอยู่แทน จึงช่วยเพิ่ม High Availability และลดผลกระทบเมื่อบางส่วนของระบบเกิดปัญหา
- กระจายภาระไม่ให้เซิร์ฟเวอร์บางเครื่องทำงานหนักเกินไป: Load Balancer ช่วยกระจาย Request ไปยังเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องตาม Algorithm ที่กำหนด แทนที่จะให้ภาระทั้งหมดรวมอยู่ที่เครื่องเดียว จึงช่วยลดคอขวดจากการกระจุกตัวของ Traffic และทำให้ทรัพยากรภายในระบบถูกใช้งานได้เหมาะสมมากขึ้น
ระบบแบบไหนควรเริ่มมองหา Load Balancer?
ตัวอย่างระบบที่เหมาะกับการนำ Load Balancer มาใช้ ได้แก่
- ระบบที่มี Traffic เพิ่มสูงเป็นช่วง ๆ: เช่น E-commerce ช่วง Flash Sale เว็บไซต์ขายบัตร หรือระบบเปิดลงทะเบียน
- Application ที่เติบโตต่อเนื่อง: และต้องเพิ่ม Backend Server เพื่อรองรับผู้ใช้งาน
- ระบบที่ต้องการความพร้อมใช้งานสูง: โดยมีเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องช่วยรองรับงานเมื่อบางเครื่องไม่พร้อมให้บริการ
- ระบบที่ให้บริการจากหลาย Region หรือศูนย์ข้อมูล: ซึ่งอาจใช้ Global Load Balancing เพื่อเลือกพื้นที่ปลายทางที่เหมาะสม
การพิจารณาจึงควรดูทั้งรูปแบบ Traffic ภาระงานของเซิร์ฟเวอร์ และความพร้อมใช้งานที่ธุรกิจต้องการ โดยไม่มีจำนวนผู้ใช้งานตายตัวที่ใช้ได้กับทุกระบบ หากระบบของท่านมีความต้องการเหล่านี้ สามารถศึกษารายละเอียดและราคา Load Balancer ของ Nipa Cloud เพื่อวางแผนการใช้งานให้เหมาะสมกับงบประมาณ
ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนเลือก Load Balancer
Load Balancer แต่ละรูปแบบไม่ได้เหมาะกับทุก Workload ก่อนนำมาใช้งานจึงควรเริ่มจากดู Architecture และลักษณะ Traffic ของระบบ โดยมีประเด็นหลักดังนี้
- Protocol ที่ใช้งาน: ระบบทำงานผ่าน HTTP/HTTPS, TCP หรือ UDP
- รูปแบบการ Routing: ต้องการกระจาย Traffic ตามข้อมูลการเชื่อมต่อทั่วไป หรือต้องแยกตาม URL, Header หรือข้อมูลภายใน Request
- จำนวนและทรัพยากรของ Backend Server: มีเซิร์ฟเวอร์กี่เครื่อง แต่ละเครื่องรองรับภาระงานได้เท่าใด และอยู่ในพื้นที่ใดบ้าง
- ปริมาณ Traffic: จำนวน Request, Connection และ Throughput ที่ระบบต้องรองรับ ทั้งในช่วงปกติและช่วงที่มีการใช้งานสูง
- Health Check: ต้องตรวจสอบความพร้อมของ Backend Server ด้วยเงื่อนไขแบบใด
- การ Scale ในอนาคต: มีแผนเพิ่ม Instance หรือ Backend Server ตามการเติบโตของระบบหรือไม่
- ความพร้อมใช้งานของ Load Balancer: มีการออกแบบสำรองหรือใช้บริการที่รองรับ High Availability เพื่อไม่ให้ Load Balancer กลายเป็นจุดที่ทำให้ทั้งระบบหยุดให้บริการหรือไม่
- Environment: เป็นระบบสำหรับ Development, Testing หรือ Production ซึ่งมีความต้องการด้านทรัพยากรและความพร้อมใช้งานต่างกัน
เมื่อรู้เงื่อนไขเหล่านี้แล้ว จะสามารถเลือกรูปแบบ Load Balancer รวมถึงวาง Configuration ให้สัมพันธ์กับ Workload ได้ตรงกับการใช้งานมากขึ้น
เตรียมระบบให้พร้อมขยายไปกับธุรกิจ
เมื่อ Application เติบโต การเพิ่ม Server เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ หากไม่มีระบบช่วยจัดการว่า Traffic ควรถูกส่งไปยัง Resource ใด Load Balancer จึงเข้ามาช่วยกระจาย Request ตรวจสอบ Server ที่พร้อมให้บริการ และรองรับการ Scale เมื่อ Workload เพิ่มขึ้น เพื่อให้ Server หลายเครื่องทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม
หากองค์กรกำลัง Scale Application หรือมี Traffic เพิ่มขึ้น Nipa Cloud มีบริการ Load Balancer สำหรับช่วยกระจาย Workload และเพิ่มความพร้อมของระบบ รองรับการใช้งานทั้ง Network และ Application พร้อมทีม Support คนไทยที่ช่วยแนะนำการวางระบบให้เหมาะกับ Workload ของแต่ละองค์กร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Load Balancer
Q: Load Balancer ช่วยป้องกันเว็บไซต์ล่มได้ทั้งหมดหรือไม่?
A: Load Balancer ช่วยลดความเสี่ยงจาก Traffic ที่กระจุกตัวหรือเซิร์ฟเวอร์บางเครื่องไม่พร้อมให้บริการ แต่ความเสถียรของเว็บไซต์ยังขึ้นอยู่กับ Application, Database, Network และความพร้อมใช้งานของ Load Balancer เองด้วย
Q: Load Balancer ต่างจากการเพิ่มเซิร์ฟเวอร์อย่างไร?
A: การเพิ่มเซิร์ฟเวอร์ช่วยเพิ่มทรัพยากรสำหรับประมวลผล ส่วน Load Balancer ช่วยกระจาย Traffic ไปยังเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้น จึงมักใช้งานร่วมกันเมื่อระบบต้องการขยายแบบ Horizontal Scaling
Q: Load Balancer ช่วยให้เว็บไซต์เร็วขึ้นหรือไม่?
A: ช่วยลดความล่าช้าจากการที่ Traffic ไปรวมอยู่บนเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวได้ แต่ความเร็วยังขึ้นอยู่กับ Application, Database และ Network ด้วย จึงไม่ได้ทำให้ทุกเว็บไซต์เร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ
Q: Load Balancer จำเป็นต้องใช้เมื่อมีเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องเท่านั้นหรือไม่?
A: ไม่จำเป็น ใช้กับเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวก็ได้ แต่ประโยชน์หลักของ Load Balancer จะเห็นชัดเมื่อมีเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่อง เพราะสามารถช่วยแบ่งภาระงานให้แต่ละเครื่อง และส่งคำขอไปยังเครื่องอื่นโดยอัตโนมัติเมื่อมีเครื่องใดเครื่องหนึ่งมีปัญหา
Q: ธุรกิจควรเริ่มใช้ Load Balancer เมื่อไร?
A: ควรเริ่มพิจารณาเมื่อมีแผนเพิ่ม Backend Server เพื่อรองรับ Traffic หรือต้องการลดการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์เพียงเครื่องเดียว โดยประเมินร่วมกับภาระงานจริงและความต่อเนื่องในการให้บริการที่ธุรกิจต้องการ ทั้งนี้ สามารถประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นของ Load Balancer ร่วมกับ Server ได้ที่ Pricing Calculator ของ Nipa Cloud